ข้ามมิติ


เราดูภาพยนต์ฝรั่ง Sci-fi เกี่ยวกับเอลี่ยน มนุษย์ต่างดาว อวกาศ ข้ามมิติ หรือเกี่ยวกับวันสิ้นโลก แล้วบางท่านอาจมองว่าเป็นเรื่องนวนิยายแฟนตาซี แต่จริงๆแล้วมีโครงเรื่องหลักเกี่ยวกับปรัชญาวิทยาศาสตร์ ที่บรรเจิดเลิศเลอพอๆกับคำสอนทางศาสนาเ้กี่ยวกับการกำเนิดโลก จนถึงวันสิ้นโลกเลยที่เดียว แต่ก็เป็นธรรมดาของภาพยนต์ที่ต้องเติมแต่งไปบ้าง เพื่อความกลมกลืน สนุกสนานหรือทำให้สื่อออกมาในแบบศิลปะ ให้ความหมายที่ชัดเจนด้วย

ในภาพยนต์หลายๆเรื่องที่เกี่ยวกันนี้มักสะท้อน ถึงคำถามของการมีชึวิตอยู่ การเสาะแสวงหาจุดกำเนิดของชีวิต เช่น star gates ที่มีพล๊อตเรื่อง เป็นการเดินทางข้ามมิติไปยังดวงดาวอื่น โดยมีการค้นพบประตูข้ามมิติฝังอยู่ในซากอารยะธรรมโบราณต่างๆบนโลก ที่มนุษย์ต่างดาวที่มีอารยะธรรมสูงกว่ามาสร้างไว้เพื่อเดินมายึดครองดวงดาวอื่น และถ่ายทอดความรู้ เทคโนโลยีให้กับชาวโลก แต่คนในยุคนั้นเข้าใจว่าคือพระเจ้า หรือเป็นเทพยาดา ที่พลังอำนาจพิเศษ อย่างภาพยนต์เรื่องเพรีเดเตอร์ เกี่ยวกับอียิป พีรามิด มายา

หรือแม้กระทั่งภาพยนต์ประเภท มนุษย์ต่างดาวมาเยือนโลกแล้วหาทางกลับบ้านไม่ได้ แต่ได้รับมิตรไมตรีการช่วยเหลือจากมนุษย์ หรือการเดินทางสำรวจอวกาศเพื่อเสาะหาสิ่งมีชีวิตในดวงดาวอื่น

ในจักรวาลที่เวิ้งว้างกว้างไกลไปเกินขอบเขตของการรับรู้ของเรานี้ เมื่อมองด้วยกล้องที่ล้ำสมัยที่สุดที่โลกจะมี แม้จะดูสวยงามแต่แฝงไปด้วยความเวิ้งว้างว่างเปล่าและโดดเดี่ยวยิ่งนัก ในชั่วขณะนั้นเองที่เรากลับลืมมองตัวเอง ว่าโลกของเราและตัวเรานั้นว่าไป เราก็เหมือนมนุษย์ต่างดาว โลกเราถ้าหากมองจากดวงดาวใดสักดวงนึง ก็คงจะเหมือนกับเรามองดวงดาวบนท้องฟ้ายามค่ำคืนบนโลกนี้เอง
ที่มีทั้งสิ่งมีชีวิตสัตย์พืชที่มีสัตย์หลากชนิด รูปร่างหน้าตาแปลกประหลาด บ้างมีแสงไฟในตัวเอง มีปีกบินได้ บ้างก็อยู่ใต้น้ำตัวใหญ่มหึมา หรือยาวเฟื้อยมีเกล็ด แม้กระทั่งเล็กจิ๋วจนตามองไม่เห็น สิ่งอัศจรรย์มากมายบนโลกที่เรายังค้นพบไม่หมด รู้ไม่สิ้น
นี่ไม่ใช่หรือที่เราค้นหาอยู่นอกอวกาศนั้น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่หรือที่เราคิดฝันว่าจะได้เจอความหัศจจรรย์ เจอสัตว์ประหลาดนอกโลก    การเดินทางออกนอกโลกแท้ที่จริงก็เพื่อเสาะหาคำตอบของคำถามว่าเราเป็นใคร มาจากไหนใช่หรือไม่

นี่คือมุมมองที่สะท้อนกลับไปกลับมาผ่านทางภาพยนต์  ทัศนะความเชื่อของชาวตะวันตกที่ไม่ได้ต่างกับตะวันออกหรือในมุมของศาสนานัก เพียงแต่ฝรั่งจะมองในเรื่องของกายภาพ สิ่งที่ดวงตาหรือกล้องสามารถมองเห็นถึงความมีอยู่ได้มากกว่า เพราะโดยหลักการของวิทยาศาสต์เองคือสามารถที่จะพิสูทธ์ได้ ซึงมันก็พิสูทธิ์ได้ก็แต่เพียงประสาทสัมผัสที่เรามีรับรู้ต่อคลื่นกระแสที่มากระทบ หู ตา จมูก ลิ้น กาย ทีเรามีอยู่ แล้วถ้าเรารับรู้ได้มากกว่า หรือน้อยกว่านี้ล่ะ โลกที่เราเห็นจะเปลี่ยนไปหรือไม่

สิ่งที่วิทยาสตร์หรือโลกตะวันตกพยามอธิบายก็ไม่ต่างจากศาสนา เช่นเทพยดามีอยุ่แต่มองว่าเป็นสิ่งมีชิวิตประเภทนึงที่มีความสามารถมากกว่ามนุษย์อย่างเช่น มนุษย์มีความสามารถมากกว่าสัตว์จึงมีอำนาจมากกว่าสัตว์

สวรรค์มีอยู่ แต่เป็นดวงดาวนึงที่แสนไกล ต้องเดินทางด้วยยานมีความเร็วสูง จะทะลุมิติไปได้แต่มนุษย์ต่างดาวบางดวง มีภูมิปัญญาความสามารถสูงกว่ามาหาเราได้ (เทวดาในสวรรค์ลงมาโลกมนุษย์ได้)

เหตุการณ์ประหลาด อัศจรรย์คนตะวันออก มองในทัศนะของสิ่งที่ตนมีความรู้ความคิดอยุ่อย่างศาสนาก็จะมองว่า เกิดจากการดลบรรดาล
หรือเห็นอะไรที่รูปร่างประหลาดคล้ายคนมองเป็นผีสางเทวดาตั้งชื่อเรียกตามท้องถิ่น   คนตะวันตกมีความรู้ความคิดจากวิทยาศาสตร์ก็มองในสิ่งๆเดียวกันว่า เป็นสัตว์ประหลาด เอเลี่ยน หรือกลไกธรรมชาติที่ยังไม่สามารถเข้าใจได้ ก็เป็นความเชื่อทั้งสองอย่างเพราะยังไม่มีใครรู้จริง

นักวิทยาศาสตร์คิดว่า เราวิวัฒนาการณ์จากลิงแต่บ้างก็คิดว่าเราอาจมาจากต่างดาว ใกล้ๆบ้านอย่างดาวอังคาร เพราะไม่มีใครจะตอบได้ถึงอารยะธรรมความรู้ เทคโนโลยีที่เรามีนั้นมีที่มาอย่างไร ดังจะเห็นถึงเรื่องราวที่สะท้อนอยู่ในภาพยนต์ถึงสงครามอวกาศยึดดวงดาวนึงจากนั้นเผาผลาญทรัพยากรณ์จนหมด ก็ไปยังอีกดวงดาวนึง ศาสานาก็เช่นกันสอนเราว่ามาจากที่แห่งนึงของพระเจ้า มากำเนิดบนโลกจากนั้นทำผิดบาปและไม่สามารถจะกลับไปได้

ต่างกันเพียงเล็กน้อยคืออาศัยความเชื่อหรือเหตุผลในการอธิบายที่มาของมนุษย์ ซึ่งการอธิบายลักษณะนั้นของศาสนา เป็นการอุปมาอุปมัย เพราะคนในยุคนั้นใครจะมีความรู้แบบนี้ หรือมีเครื่องมือวิทยาศาสตร์ไปพิสูทธิ์ให้ผู้คนทั่วไปเห็นเข้าใจได้ ซึ่งเรื่องของการกำเนิดโลกก็ไม่ได้เน้นเป็นสาระอะไรเพียงรู้ประกอบไว้ ส่วนวิทยาศาสตร์นั้นก็อธิบายตามเหตุผล หลักฐานที่ค้นพบอยู่เท่านั้น เมื่อค้นพบหลักฐานใหม่ทฤษฎีใหม่ก็เปลี่ยนไปเรื่อย

ภาพยนต์เรื่อง the core ที่เจาะเข้าไปยังแกนโลกเพื่อจุดระเบิดให้แกนโลกหมุน  ในพุทธศาสนาว่าไว้ว่าเปลือกโลกภายนอกแข็ง ชั้นในลงไปเหลว ลงไปอีกไปเป็นลม ใต้ลงไปเป็นไฟ ในวิทยาศาสตร์นั้นว่าภายในแกนกลางของโลกหรือดวงดาวคือของแข็งเป็นโลหะ แต่ก็เป็นเพียงข้อสัณนิฐานเพราะว่าไม่มีไครที่เจาะลงไปดูได้ เป็นการคิดคำนวณตามทฤษฎี ในภาพยนต์เรื่องนี้ จุดไคลแม๊กของเรื่องคือการคาดการณ์ผิดว่าแกนโลกเป็นของแข็ง  แต่เมื่อเจาะลงไปกลายเป็นของเหลว จึงทำให้ภารกิจกู้โลกเกือบเหลวตามไปด้วยแต่สุดท้ายก็สามารถคิดวิะีจุดระเบิดแกนโลกได้

ในครั้งแรกที่ผมได้ยินจากพุทธศาสนาเรื่องนี้ผมประหลาดใจ และทึ่งอย่างมากเพราะอธิบายได้เป็นวิทยาศาสตร์อย่างไม่น่าเชื่อ   เพราะภายนอกนั้นเย็นจึงแห้งเป็นเปลือกแข็ง จากนั้นเหลวเพราะอุณภูิมิสูงขึ้น และเป็นลม เป็นก๊าสเพราะแตกตัวด้วยอุณหภูมิที่สูงขึ้น จากนั้นจึงเป็นไฟหรือพลังงานในความหมายของวิทยาศาสตร์  เหมือนทฤษฎีของไอสไตน์ ที่วัตถุเมื่อได้รับความร้อนถึงจุดของมันก็ระเบิดกลายเป็นพลังงาน

ในกระแสวันสิ้นโลกที่มีอยู่อย่างต่อเนื่องจากภาพยนต์วิทยาศาสตร์ หรือคำทำนายของศาสนาถึงเรือโนอาห์ขนคน สัตว์ให้พ้นภัยพิบัติล้างโลก ในหลายศาสนาอย่างอิสลาม คริสก็มี แม้แต่พุทธก็ยังมีกล่าวถึงยานที่พาข้ามสงสารวัฏ แต่เป็นยานปัญญา ในวิสัยทัศของนาซ่าแล้วก็มองเรื่องของความมั่นคงของมนุษยชาติ วางแผนกอบกู้โลกจากดวงดาวที่จะมาพุ่งชน หรือภัยพิบัติร้ายแรงจนต้องย้ายไปอยู่ดาวอื่น อย่างที่ศึกษาวิจัยว่าจะไปอยู่ได้หรือไม่บนดาวอังคาร จะปลูกผักผลไม้ได้ไม๊

ในภาพยนต์เรื่อง 2012 มีเนื้อหาว่ารัฐบาลสหรัฐแอบสร้างเรือโนอาร์ในประเทศจีนใหญ่มโหฬารจะขนคนได้จำนวนมากๆ แต่ก็ไม่หมดและผู้มีสิทธิขึ้นก็เป็นคนสำคัญหรือร่ำรวยพอจะซื้อตั๋วไปได้
แต่ในทัศนะของผมแล้วเรื่องของวันสิ้นโลกยังมีนัยยะในแง่ของจิตใจ ของสังคม มันคล้ายกับการเผยแพร่ศาสนา กระแสวันสิ้นโลกทำให้คนเกรงกลัวบาป และคำนึงถึงคุณค่าของชีวิตและเวลาที่มีอยู่ เช่นเดียวกับในพระพุทธศาสนานั้น ผู้ที่มีดวงตาธรรมจะมองว่าภัยของสังสารวัฎอยู่เบื้องหน้า เห็นความตายอยู่ที่ปลายจมูก วันสิ้นโลกจึงเป็นเหมือนกับทุกๆวันของชีวิตที่ไม่รู้จะตาย จะเจ็บวันไหนการข้ามไปพ้นไปก็ด้วยปัญญาญาน

คำทำนายที่คล้ายกันของศาสนาพุทธ คริส อิสลาม ว่ายุคที่เป็นวันสิ้นโลกจะมีน้ำท่วม ไฟเผา สังคมจะมีแต่คนเห็นแก่ตัว ไม่รักพ่อแม่ ไม่มีศีลธรรม คนจะรักเพศเดียวกัน ก็ยังมองอีกอย่างได้ว่า ภัยพิบัติ ไฟที่เผาผลาญอาจมีความหมายถึงเพลิงกิเลสที่ทำลายโลกจนล่มสลายอาจจะเป็นความผิดพลาดของเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทรัพยากรณ์สภาพแวดล้อมที่เสียหาย สงครามจากการแย่งชิง สังคมมนุษย์ที่ล่มสลายไป ลักษณะของสังคมเห็นแก่ตัวที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นสัญญานบอกของการเข้าสู่วัฎจักรเดิม เจริญแล้วก็เสื่อม เราจึงต้องรักษาศีลธรรมอันดี คุณค่าของจิตใจไว้เสมอ ละเลยเมื่อไรวันสิ้นโลกก็มาเยือนเมื่อนั้น

และเมื่อกล่าวถึงข้ามพ้นสังสารวัฎ จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่าย ในภาพยนต์เรื่องนี้กล่าวถึงเงินที่ซื้อตั๋วเพื่อที่จะขึ้นยานไป หรือมองว่ามีคนบางกลุ่มเท่าั้นั้นที่จะได้ไป  ส่วนในมุมของศาสนานิกชนแล้วก็ทำบุญทำทานสร้างบารมีไว้เพื่อได้ไปใช้ในภพหน้า คนร่ำรวยมากแล้วก็อาจมีความเกรงกลัวว่าจะเสียชีวิต หรือเสียชีวิตแล้วจะไปไหน การบริจาคสร้างโบสซื้อพื้นที่วัดก็เหมือนกับการจองที่ซื้อบ้านเผื่อไว้ภพหน้า คนรวยมากก็มีสิทธิมากเช่นนั้นหรือเปล่า

ตรงนี้ผมขออนุญาติตั้งข้อสงสัยตรงๆ เพื่อความเข้าใจในสิ่งที่ผมกล่าวถึงอย่างชัดเจน หากกระทบต้องขออภัยครับด้วยความไม่รุ้ และพร้อมรับคำแนะนำ ในอิสลามเองก็กล่้่าวถึงการทำความดีเพื่อสะสมเป็นทุนเดินทางไปยังปรภพ มิเช่นนั้นก็จะเป็นวิญญานที่ขาดทุน  ไม่มีที่ไป คล้ายกับสะสมความดีซื้อตั๋วขึ้นเรือยังไงอย่างงั้น

แต่ในข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องของภัยพิบัตินาๆ ไม่ว่าจะพายุสุริยะ อุกาบาตชนโลก โลกร้อนจนน้ำแข็งละลายจนท่วมโลก เหล่านี้ก็ยังเป็นเพียงความวิตกกังวล ไปตามหน้าที่ของคนหรือหน่วยงานที่ต้องเฝ้าระวัง และตื่นตัวกับเหตุการร์ต่างๆเสมอ ฝรั่งมักจะมีระบบคิดว่าต้องมองไปยังจุดที่เลวร้ายที่สุดเพื่อจะได้เตรียมตัวรับได้ทัน มองการเกิดสิ่งต่างๆเป็นการกระทบ การประกอบกันและแตกสลายไปในที่สุดอะไรๆก็เกิดขึ้นได้เสมอ ผมไม่ต่อต้านว่ามันไม่เป็นเช่นนั้นแต่ ณ ขณะนี้มันยังไม่ได้เป็น คงมีเพียงกระแสหรือความรู้ที่เผยแพร่ไปถึงความเข้าใจในโลกและจักวาลเท่านั้น

ถึงตอนนี้ท่านอาจจะมองเห็นความเหมือนในความต่างกันในมุมมองของศาสนา และวิทยาศาสตร์บ้างแล้ว ในสิ่งเดียวกันวิทยาศาสตร์มองเรื่องของรูป ศาสนามองเรื่องของนาม วิทยาศาสตร์ให้เหตุผลของสิ่งที่เกิดขึ้น ศาสนาให้คำตอบว่าสิ่งนั้นเกิดขึ้นเพื่ออะไร หลายคนอาจถกเถียงและมีความขัดแย้งทางความคิดความเชื่อ ระหว่างศาสนากับวิทยาศาสตร์ แต่สำหรับผมแล้วมันไม่ได้ขัดกันเลย แถมเติมเต็มกันและกัน หากสิ่งใดขัดกันหมายถึงว่าเราอาจยังไม่เข้าใจในสิ่งนั้นดีพอ

ศาสนาคริส อิสลาม พุทธ อื่นๆรวมทั้งวิทยาศาสตร์แล้วผมมองว่า เป็นหมือนกับบ้านหลังใหญ่ที่มีหลายๆเสา เหมือนโต๊ะที่มีหลายขา ที่ช่วยคำยันสังคมโลก บ้านหลังใหญ่ที่ไม่มีที่ไหนจะน่าอยุ่กว่าที่นี่แล้ว ให้อยู่อย่างสงบร่มเย็น เป็นที่ยึดเหนี่ยวและแนวทางในการดำเนินชีวิต ไม่เพียงแต่ว่ากินอะไรจะได้วิตามินอะไร แต่บอกถึงว่าเราจะอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุขได้อย่างไร

ยังมีภาพยนต์และงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์หลายเรื่องที่ยืนยัน และเติมเต็มกันของศาสนาและวิทยาศาสตร์ โดยเฉพาะพุทธศาสตร์ที่มีระบบของเหตุผลของปัญญา มากกว่าความเชื่อจะเข้ากันได้ดีกว่าศาสนาอื่น แต่ใช่ว่าศาสนาอื่นจะไม่ดีเพียงแต่จะเน้นหลักความเชื่อนำ แต่จริงแล้วกล่าวไว้อย่างเดียวกัน
มิติของอีกโลกแต่ละโลกนั้น  คือระยะทางระหว่างดวงดาว คือสวรรค์ชั้นฟ้า หรือมิติที่ซ้อนกันของการรับรู้ทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย กันแน่
หรือบางทีประตูมิติที่เราหาอยู่นั้นอาจไม่ไช่อย่างสตาเกตทรงกลมๆ แต่คือจิตใจที่แผ่ไพศาลไปทั่วจักรวาล จิตใจที่ท่องไปยังภพภูมิต่างๆใช่การเดินทาง การเคลื่อนไหวทางร่างกาย   จิตใจที่ไปรู้สิ่งต่างๆ ด้วยตัวของมันเอง ใช่ผ่านเครื่องมือล้ำยุคใดๆ

การสั่งสมคุณงามความดีความดี เจริญสติปัญญา อาจเป็นกุญแจในการไขประตูสู่ดินแดนอันเป็นนิจนิรันด์ ไร้ซึ่งขอบเขตและกาลเวลา กลับสู่อ้อมกอดของพระผู้เป็นเจ้า  the island เกาะสวรรค์ที่ตีตั๋วเที่ยวเดียว หรือไปกลับ

“หากจิตใจเรานี้เป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล จักรวาลจะไกลแค่ไหนก็ไกล้เพียงใจ
หากสติปัญญาเรานี้เป็นเนื้อเดียวกับธรรมชาติ ความรู้มากมายเพียงไหนก็รู้ได้ด้วยใจ เห็นได้ด้วยปัญญา”

ความแตกต่างของศาสนา ลัทธิมากมายรวมทั้งวิทยาศาสตร์ อาจต่างกันเพียงมิติของความคิด
สิ่งที่เหนือธรรมชาติอาจเป็นเพียงการเหนือไปจากสิ่งที่เราคิด กรอบที่เรามองอยู่

สรรพสิ่งยังคงเป็นไปตามวิถีทางของมันอย่างที่เคยเป้นมา ไม่ว่าเราจะเชื่อหรือไม่
อาจมีเพียงความคิดเราที่หมุนไป
อาจมีเพียงความคิดเราที่เก่าใหม่
สรรพสิ่งล้วนเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเพียงความคิดเรา ที่ขัดแย้ง

มิติแรกที่เราต้องข้ามให้ได้เสียก่อนคือ มิติของความคิด และความแตกต่างของความเชื่อชองลัทธิ ศาสนา

ทั้งหมดที่กล่าวมานี้เป็นเกล็ดเล็ก เกร็ดน้อยเท่านั้นของสิ่งที่เราค้นพบ หรือมีบันทึกอยู่แล้ว สำหรับคำตอบที่เราต่างแสวงหา

และแสนจะปกติธรรมดาจนเรามองข้ามมันอยู่เสมอ

bookpromote5

แนะนำหนังสือใหม่ “THE FRUIT OF INTERNET” – ผลไม้แห่งอินเทอร์เน็ต: เจาะเวลาพบ 30 นวัตกรรมล้ำอนาคต
สำหรับท่านที่ชื่นชอบเรื่องราวของวิทยาศาสตร์เทคโนโลยี คอมพิวเตอร์ หนังสือเล่มนี้จะนำท่านไปสู่อนาคตอันน่าพิศวงพบกับนวัตกรรมล้ำยุคก่อนใคร เนื้อหากึ่งวิชาการผสมปรัชญาวิทยาศาสตร์ ฟิวเจอร์ริสติก ที่คุณไม่เคยได้ยินได้ฟัง่จากไหนมาก่อน ช่วยจุดประกายธุรกิจเทคสตาร์ทอัพ ไขกรุไอเดียสร้างสรรค์ นวัตกรรมเปลี่ยนโลก วางจำหน่ายแล้วในรูปแบบ e-book โหลดได้ที่ร้านหนังสือออนไลน์ทั่วไทยไม่ว่า AIS bookStore, Ookbee.com, se-ed.com, ebooks.in.th, mebmarket.com อื่นๆ
 
โหลดหนังสือตัวอย่างได้ฟรี http://www.paywithapost.de/pay?id=50bb56bf-9c73-49e5-be8e-356d5a07bcf3
วางจำหน่ายแล้วที่ http://bit.ly/1sLGnyl
ติมตามกันที่เพจ https://web.facebook.com/machinty
#‎หนังสือ‬ ‪#‎thaibook‬ ‪#‎หนังสือแนะนำ‬
Advertisements
Published in: on กรกฎาคม 8, 2010 at 9:12 am  ให้ความเห็น  

The URI to TrackBack this entry is: https://twittereffect.wordpress.com/2010/07/08/%e0%b8%82%e0%b9%89%e0%b8%b2%e0%b8%a1%e0%b8%a1%e0%b8%b4%e0%b8%95%e0%b8%b4/trackback/

RSS feed for comments on this post.

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out / เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

%d bloggers like this: